Feature

ประวัติพระพุทธเจ้า คําสอน ประสูติ และข้อเท็จจริง

ภาพโดย ธนาวุธ เกตุชีพ จาก Pixabay

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาเทวนิยม (ไม่มีความเชื่อในพระเจ้าเป็นผู้สร้าง) ถือเป็นปรัชญาและวินัยทางศีลธรรมซึ่งมีต้นกำเนิดในอินเดียในศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตศักราช ก่อตั้งโดย พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตมะ หรือในภาษาสันสกฤตว่า สิทฺธารฺถ เคาตมะ ตามตำนานเคยเป็นเจ้าชายในศาสนาฮินดูก่อนที่จะละทิ้งตำแหน่งและความมั่งคั่งของตนไปเป็นนักพรตทางจิตวิญญาณและรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าได้พัฒนาระบบความเชื่อในช่วงเวลาที่อินเดียอยู่ระหว่างการปฏิรูปศาสนาและปรัชญาครั้งสำคัญ ในตอนแรกพุทธศาสนาเป็นเพียงหนึ่งในสำนักคิดมากมายที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวของศาสนาฮินดูดั้งเดิมในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ยังคงเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเล็กจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งจักรวรรดิโมริยะซึ่งยอมรับและเผยแพร่ความเชื่อ ไม่เพียงแต่ทั่วอินเดียแต่ผ่านทางตอนใต้ตะวันออกและเอเชียกลาง

ภาพโดย Arek Socha จาก Pixabay

ประวัติความเป็นมา

ศาสนาฮินดู เป็นความเชื่อที่โดดเด่นในอินเดียในศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตศักราชเมื่อคลื่นแห่งการปฏิรูปทางศาสนาและปรัชญาแพร่ไปทั่วแผ่นดิน นักวิชาการ John M. Koller ตั้งข้อสังเกตว่า “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่จากชีวิตเกษตรกรรมไปสู่การค้าและการผลิตในเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมแนวคิดและสถาบันแบบเก่า” ศาสนาฮินดูตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับพระคัมภีร์ที่เรียกว่าพระเวท คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า ยชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่าง ๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์

ศาสนาฮินดูถือว่าจักรวาลอยู่ภายใต้การปกครองโดยผู้สูงสุดที่รู้จักกันในชื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นเอกภพเองและเป็นผู้ที่มอบพระเวทแก่มนุษยชาติ จุดมุ่งหมายของชีวิตคือการดำเนินชีวิตตามคำสั่งของพระเจ้าตามที่กำหนดไว้และปฏิบัติตามธรรม (หน้าที่) ด้วยกรรม (การกระทำ) ที่เหมาะสมเพื่อจะพบกับการหลุดพ้นจากวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ในที่สุด เมื่อถึงจุดนั้นจิตวิญญาณของแต่ละบุคคลจะบรรลุ

จารวาก ปฏิเสธความเชื่อนี้และเสนอลัทธิวัตถุนิยมแทน อ้างว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ผู้คนยอมรับคำพูดของนักบวชชาวฮินดูว่าภาษาที่เข้าใจยาก คือ พระวจนะของพระเจ้า เขาก่อตั้งโรงเรียนโดยอาศัยการรับรู้โดยตรงในการสืบหาความจริง และการแสวงหาความสุขอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต พระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร สั่งสอนศาสนาเชนตามความเชื่อที่ว่าการมีวินัยส่วนบุคคล และการยึดมั่นในหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัดนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและหลุดพ้นจากสังสารวัฏเมื่อตาย พระพุทธเจ้าทรงตระหนักดีว่าเส้นทางทั้งสองนี้แสดงถึงความสุดโต่งและพบสิ่งที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” ระหว่างทั้งสอง

ประวัติพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

พระพุทธเจ้าประสูติ

ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)

ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา

ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน

พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช

วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา

ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ

หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์

หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี

พระพุทธเจ้าตรัสรู้

พระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่เบื้องบูรพาทิศ ตั้งจิตแน่แน่วว่า ตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาน จักไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ ในคืนนั้น ท้าววสวัตตีเข้าทำการขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของพระมหาบุรุษ แต่ก็พ่ายแพ้ไป พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้าฌาน เพื่อเป็นบาทของวิปัสสนาญาณ จนเวลาผ่านไปพระองค์ได้บรรลุถึงญาณต่าง ๆ ดังนี้

ปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ การระลึกชาติในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลายรุ่งปัจฉิมยาม ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ คือ รู้วิธีกำจัดกิเลส (มาร) ด้วยอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์จึงพบกับความสุขสว่างอย่างแท้จริง ซึ่งเรียกกันว่าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ณ พุทธคยา กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา

ภาพโดย (El Caminante) จาก Pixabay

คำสอนและความเชื่อของพระพุทธเจ้า

สิ่งที่เริ่มต้นของสิทธัตถะในการแสวงหาของเขาคือการตระหนักว่าเขาจะสูญเสียทุกสิ่งที่เขารักและสิ่งนี้จะทำให้เขาทุกข์ทรมาน จากการตระหนักรู้นี้ทำให้เขาเข้าใจว่าชีวิตมี แต่ความทุกข์ คนหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานตั้งแต่แรกเกิด และทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตด้วยความปรารถนาในสิ่งที่ไม่มี กลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ คร่ำครวญถึงการสูญเสียสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมี และในที่สุดก็ตาย และสูญเสียทุกอย่าง เพื่อกลับชาติมาเกิดเพื่อทำซ้ำขั้นตอน

เพื่อให้ชีวิตเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความทุกข์เราต้องหาวิธีที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความปรารถนาที่จะครอบครองและยึดมันไว้ในรูปแบบที่ตายตัว เราต้องยอมทิ้งสิ่งต่าง ๆ ของชีวิตในขณะที่ยังสามารถชื่นชมคุณค่าที่พวกเขามีได้ หลังจากบรรลุการรู้แจ้งแล้วเขาได้ถ่ายทอดความเชื่อของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตในอริยสัจสี่

อริยสัจ

อริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5

สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง

มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง

มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ

ธรรมจักร

ด้วยการตระหนักถึงอริยสัจสี่และปฏิบัติตามศีลของอริยมรรคมีองค์ 8 หลุดพ้นจากวงล้อแห่งธรรม ในศูนย์กลางของวงล้อ ความไม่รู้ ความอยาก และความเกลียดชัง ที่ขับเคลื่อนมัน ระหว่างดุมและขอบล้อมีสถานะการดำรงอยู่ 6 สถานะ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ ผี ปีศาจ เทพและสัตว์นรก ตามขอบล้อจะแสดงถึงสภาพที่ก่อให้เกิดความทุกข์

โดยตระหนักว่าสภาวะเหล่านี้ทำให้เกิดความทุกข์เราสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการฝึกฝนตนเองผ่านทางอริยมรรคเพื่อไม่ให้ใครถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่รู้ ความอยาก และความเกลียดชังอีกต่อไป และเป็นอิสระจากวงล้อแห่งสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) ที่ผูกมัดกับการเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติตามระเบียบวินัยนี้เราสามารถดำรงอยู่ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้ แต่ไม่สามารถควบคุมและทนทุกข์ได้จากการยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ ของชีวิตนั้นและเมื่อคนหนึ่งตายไปคนหนึ่งก็ไม่ได้เกิดใหม่ แต่บรรลุความหลุดพ้นจากสภาวะจิตวิญญาณแห่งนิพพาน ดังนั้นนี่คือพระพุทธรูป “ทางสายกลาง” ที่พบระหว่างการยึดติดกับสินของทางวัตถุและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับการบำเพ็ญตบะสุดโต่งโดยชาวเชนในสมัยนั้น

ธรรมะ

เขาเรียกคำสอนของเขาว่าธรรมะซึ่งในกรณีนี้หมายถึง “กฎจักรวาล” ซึ่งตรงข้ามกับศาสนาฮินดูซึ่งให้คำจำกัดความเดียวกันกับ “หน้าที่” อย่างไรก็ตามเราสามารถตีความธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าเป็น “หน้าที่” เพราะเขาเชื่อว่าคน ๆ หนึ่งมีหน้าที่ต่อตนเองที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตของตนในที่สุดแต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบต่อความทุกข์ยาก เขาลดความเชื่อในเทพเจ้าผู้สร้างโดยไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ และผู้มีส่วนร่วมในการทนทุกข์ซึ่งอาจไม่สามารถรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้า และเชื่อว่าสิ่งหนึ่งสามารถนำไปสู่ความขุ่นมัวผิดหวัง และความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าเพื่อที่จะปฏิบัติตามเส้นทางที่แปด ความต้องการทั้งหมด คือความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการกระทำของตนเองและผลที่ตามมา

ภาพโดย Arek Socha จาก Pixabay

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

พระพุทธเจ้ายังคงเทศนาธรรมต่อมาจนอายุ 80 ปี ในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ที่เมืองกุสินารา พระพุทธเจ้าประสูตร ,ตรัสรู้ และปรินพาน ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ต่างปีกันเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้กำหนดเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา เพื่อให้ชาวพุทธได้ปฏิบัติธรรม และระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า

หลังพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว 90 วัน สาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนจำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งหลังรวบรวมคำสอนอยู่ 7 เดือนก็จัดทำประมวลคำสอนสำเร็จเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมสังคายนา อันเป็นบ่อเกิดของพระไตรปิฎก ซึ่งคำสอนที่ลงมติไว้ในครั้งนั้นและนับถือสืบมาเรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ

อย่างไรก็ตาม ด้วยก่อนหน้าที่องตถาคตจะละสังขารได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “หากมีข้อสิกขาใดก็ตามที่เป็นข้อสิกขาย่อย ๆ หากมีการลดละอนุโลมได้ให้ช่วยกันอนุโลมเถิด” ทำให้เกิดปัญหาการตีความของหมู่ภิกษุสงฆ์ ว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก เกิดการแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เกิดการแตกแยกทางความคิดในหมู่สงฆ์ ไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติ

กาลเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานได้ 100 ปี ภิกษุชาววัชชีปฏิบัติกิจย่อหย่อนทางพระวินัย และขอให้มีการปรับสิกขาบท อาทิ ควรฉันหลังเที่ยงได้ ฉันสุราอ่อนได้ รับเงินรับทองได้ เก็บรักษาอาหารได้ ดังนั้นพระยสกากัณฑบุตรจึงได้เชิญพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เอร่วมทำการสังคายนาขึ้น

แน่นอนว่าภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ เวลานั้นพุทธศาสนาจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย โดย ฝ่ายแรก นิกายเถรวาท ยืนกรานยึดคำสอนของพระเถระดั้งเดิมทั้งหมดโดยไม่มีการแก้สิกขาบท เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือ ฝ่ายที่สอง เป็นฝ่ายที่ขอให้มีการแก้สิกขาบท มีการตั้งเป็นก๊กเป็นค่าย แต่ละค่ายยึดตามมติพระอาจารย์ของตัวเอง ฝ่ายนี้เรียกว่า อาจาริยวาท ซึ่งต่อมาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 18 ค่ายอาจารย์ที่ล้วนมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามหลักจริยวัตรของตน

เดิมทีในอดีตคนอินเดียจะนับถือนิกายเถรวาท โดยพระเจ้าแผ่นดินอินเดียผู้ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นอย่างมาก คือ พระเจ้าอโศกมหาราช โดยทรงเป็นเจ้าภาพในการจัดทำสังคายณาพระไตรปิฏกแบบเถรวาทในปี พ.ศ. 234 จากนั้นทรงส่งพระภิกษุเถรวาทออกไปเผยแพร่คำสอนยังที่ต่าง ๆ 9 เส้นทาง

ส่วนนิกายมหายาน เดิมนั้นยังเรียกว่า อาจาริยวาท จนกระทั่งนิกายเถรวาทในอินเดียเริ่มถูกแทนที่ด้วยศาสนา ฮินดู ซิกส์ และอิสลาม จึงทำให้เถรวาท และ อาจาริยวาทในอินเดีย ต่างก็พยายามกลับมารวมตัวกันใหม่ เพื่อเรียกสาวกกลับคืน จึงมีการรวมตัวกันแล้วตั้งเป็นนิกายมหายานขึ้น เรียกว่ามหายานาบริสุทธิ์

นิกายมหายานโด่งดังขึ้นมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้ากนิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระโพธิสัตว์ จึงเป็นมหาสาธารณูปถัมภกในพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้ส่งพุทธศาสนานิกายมหายานออกไปตามสถานที่ต่าง ๆ

สรุป

พุทธศาสนายังคงเป็นโรงเรียนสอนปรัชญาเล็ก ๆ ในอินเดียจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งหลังสงครามแคว้นกาลิงคะ (ประมาณ 260 ปีก่อนคริสตศักราช) ได้ละทิ้งความรุนแรง และยอมรับนับถือศาสนาพุทธ พระเจ้าอโศกเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าไปทั่วอินเดียภายใต้ชื่อธรรมมะที่มีความหมายว่า “ความเมตตา การกุศล ความจริง และความบริสุทธิ์” พระองค์ทรงสั่งให้สร้างสถูป 84000 แห่งเพื่อที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เขายังส่งมิชชันนารี (สมาชิกองค์การทางศาสนา) ไปยังประเทศอื่น ๆ เช่นศรีลังกา จีน ไทย กรีซ เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธศาสนาได้รับความนิยมมากขึ้นในศรีลังกา และจีนมากกว่าที่เคยมีมาในอินเดีย และเผยแพร่ต่อไปจากวัดที่ตั้งขึ้นในประเทศเหล่านี้ พุทธศิลป์ (ศิลปกรรมที่สร้างขึ้นรับใช้พระพุทธศาสนาโดยตรง) เริ่มปรากฏในทั้งสองประเทศระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 2 และ 1 ก่อนคริสตศักราชรวมทั้งภาพของพระพุทธเจ้า ศิลปินก่อนหน้านี้ในสมัยพระเจ้าอโศกได้ละเว้นจากการพรรณนาถึงพระพุทธเจ้าและแนะนำการปรากฏตัวของเขาผ่านสัญลักษณ์เท่านั้น แต่สถานที่ทางพุทธศาสนามีรูปปั้นและภาพของพระองค์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติครั้งแรกโดยนิกายของมหาสังฆิกะ

ในเวลาต่อมารูปปั้นเหล่านี้กลายเป็นวัตถุแห่งความเคารพ บูชา พระพุทธเจ้า ในปัจจุบันมีชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมมากกว่า 500 ล้านคน ในโลกแต่ละคนปฏิบัติตามความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์ 8 และยังคงเผยแพร่คำสอนหนทางที่นำไปสู่สันติสุข

ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความ

ประวัติพระพุทธเจ้า คําสอน ประสูติ และข้อเท็จจริง

[rule_3_plain]

ภาพโดย ธนาวุธ เกตุชีพ จาก Pixabay

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาเทวนิยม (ไม่มีความเชื่อในพระเจ้าเป็นผู้สร้าง) ถือเป็นปรัชญาและวินัยทางศีลธรรมซึ่งมีต้นกำเนิดในอินเดียในศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตศักราช ก่อตั้งโดย พระโคตมพุทธเจ้า มีพระนามเดิมในภาษาบาลีว่า สิทธัตถะ โคตมะ หรือในภาษาสันสกฤตว่า สิทฺธารฺถ เคาตมะ ตามตำนานเคยเป็นเจ้าชายในศาสนาฮินดูก่อนที่จะละทิ้งตำแหน่งและความมั่งคั่งของตนไปเป็นนักพรตทางจิตวิญญาณและรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});พระพุทธเจ้าได้พัฒนาระบบความเชื่อในช่วงเวลาที่อินเดียอยู่ระหว่างการปฏิรูปศาสนาและปรัชญาครั้งสำคัญ ในตอนแรกพุทธศาสนาเป็นเพียงหนึ่งในสำนักคิดมากมายที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวของศาสนาฮินดูดั้งเดิมในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ยังคงเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเล็กจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งจักรวรรดิโมริยะซึ่งยอมรับและเผยแพร่ความเชื่อ ไม่เพียงแต่ทั่วอินเดียแต่ผ่านทางตอนใต้ตะวันออกและเอเชียกลาง
สารบัญ
แสดงหัวข้อทั้งหมด

ประวัติความเป็นมา

ประวัติพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าประสูติ

พระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช

พระพุทธเจ้าตรัสรู้

คำสอนและความเชื่อของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

สรุป
ภาพโดย Arek Socha จาก Pixabayประวัติความเป็นมาศาสนาฮินดู เป็นความเชื่อที่โดดเด่นในอินเดียในศตวรรษที่ 6 และ 5 ก่อนคริสตศักราชเมื่อคลื่นแห่งการปฏิรูปทางศาสนาและปรัชญาแพร่ไปทั่วแผ่นดิน นักวิชาการ John M. Koller ตั้งข้อสังเกตว่า “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่จากชีวิตเกษตรกรรมไปสู่การค้าและการผลิตในเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับค่านิยมแนวคิดและสถาบันแบบเก่า” ศาสนาฮินดูตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับพระคัมภีร์ที่เรียกว่าพระเวท คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า ยชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่าง ๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์ศาสนาฮินดูถือว่าจักรวาลอยู่ภายใต้การปกครองโดยผู้สูงสุดที่รู้จักกันในชื่อพราหมณ์ซึ่งเป็นเอกภพเองและเป็นผู้ที่มอบพระเวทแก่มนุษยชาติ จุดมุ่งหมายของชีวิตคือการดำเนินชีวิตตามคำสั่งของพระเจ้าตามที่กำหนดไว้และปฏิบัติตามธรรม (หน้าที่) ด้วยกรรม (การกระทำ) ที่เหมาะสมเพื่อจะพบกับการหลุดพ้นจากวงจรการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) ในที่สุด เมื่อถึงจุดนั้นจิตวิญญาณของแต่ละบุคคลจะบรรลุจารวาก ปฏิเสธความเชื่อนี้และเสนอลัทธิวัตถุนิยมแทน อ้างว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ผู้คนยอมรับคำพูดของนักบวชชาวฮินดูว่าภาษาที่เข้าใจยาก คือ พระวจนะของพระเจ้า เขาก่อตั้งโรงเรียนโดยอาศัยการรับรู้โดยตรงในการสืบหาความจริง และการแสวงหาความสุขอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต พระมหาวีระ หรือ นิครนถนาฏบุตร สั่งสอนศาสนาเชนตามความเชื่อที่ว่าการมีวินัยส่วนบุคคล และการยึดมั่นในหลักศีลธรรมอย่างเคร่งครัดนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและหลุดพ้นจากสังสารวัฏเมื่อตาย พระพุทธเจ้าทรงตระหนักดีว่าเส้นทางทั้งสองนี้แสดงถึงความสุดโต่งและพบสิ่งที่เรียกว่า “ทางสายกลาง” ระหว่างทั้งสองประวัติพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า “สิทธัตถะ” หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะพระพุทธเจ้าประสูติในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า “เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา” แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายาทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอนพระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวชวันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษาครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธหลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสีพระพุทธเจ้าตรัสรู้พระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่เบื้องบูรพาทิศ ตั้งจิตแน่แน่วว่า ตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาน จักไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ ในคืนนั้น ท้าววสวัตตีเข้าทำการขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของพระมหาบุรุษ แต่ก็พ่ายแพ้ไป พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้าฌาน เพื่อเป็นบาทของวิปัสสนาญาณ จนเวลาผ่านไปพระองค์ได้บรรลุถึงญาณต่าง ๆ ดังนี้ปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ การระลึกชาติในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่นได้มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ จุตูปปาตญาณ คือ การรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลายรุ่งปัจฉิมยาม ทรงบรรลุ อาสวักขยญาณ คือ รู้วิธีกำจัดกิเลส (มาร) ด้วยอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงพบกับความสุขสว่างอย่างแท้จริง ซึ่งเรียกกันว่าทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกในโลก ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ณ พุทธคยา กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษาภาพโดย (El Caminante) จาก Pixabayคำสอนและความเชื่อของพระพุทธเจ้าสิ่งที่เริ่มต้นของสิทธัตถะในการแสวงหาของเขาคือการตระหนักว่าเขาจะสูญเสียทุกสิ่งที่เขารักและสิ่งนี้จะทำให้เขาทุกข์ทรมาน จากการตระหนักรู้นี้ทำให้เขาเข้าใจว่าชีวิตมี แต่ความทุกข์ คนหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานตั้งแต่แรกเกิด และทนทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตด้วยความปรารถนาในสิ่งที่ไม่มี กลัวการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ คร่ำครวญถึงการสูญเสียสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมี และในที่สุดก็ตาย และสูญเสียทุกอย่าง เพื่อกลับชาติมาเกิดเพื่อทำซ้ำขั้นตอนเพื่อให้ชีวิตเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ความทุกข์เราต้องหาวิธีที่จะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความปรารถนาที่จะครอบครองและยึดมันไว้ในรูปแบบที่ตายตัว เราต้องยอมทิ้งสิ่งต่าง ๆ ของชีวิตในขณะที่ยังสามารถชื่นชมคุณค่าที่พวกเขามีได้ หลังจากบรรลุการรู้แจ้งแล้วเขาได้ถ่ายทอดความเชื่อของเขาเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตในอริยสัจสี่อริยสัจอริยสัจ หรือจตุราริยสัจ หรืออริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐินิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิงมรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ 1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ 3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ 4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ 5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ 8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลางมรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะธรรมจักรด้วยการตระหนักถึงอริยสัจสี่และปฏิบัติตามศีลของอริยมรรคมีองค์ 8 หลุดพ้นจากวงล้อแห่งธรรม ในศูนย์กลางของวงล้อ ความไม่รู้ ความอยาก และความเกลียดชัง ที่ขับเคลื่อนมัน ระหว่างดุมและขอบล้อมีสถานะการดำรงอยู่ 6 สถานะ ได้แก่ มนุษย์ สัตว์ ผี ปีศาจ เทพและสัตว์นรก ตามขอบล้อจะแสดงถึงสภาพที่ก่อให้เกิดความทุกข์โดยตระหนักว่าสภาวะเหล่านี้ทำให้เกิดความทุกข์เราสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการฝึกฝนตนเองผ่านทางอริยมรรคเพื่อไม่ให้ใครถูกขับเคลื่อนด้วยความไม่รู้ ความอยาก และความเกลียดชังอีกต่อไป และเป็นอิสระจากวงล้อแห่งสังสารวัฏ (การเวียนว่ายตายเกิด) ที่ผูกมัดกับการเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง ในการปฏิบัติตามระเบียบวินัยนี้เราสามารถดำรงอยู่ในชีวิตของคน ๆ หนึ่งได้ แต่ไม่สามารถควบคุมและทนทุกข์ได้จากการยึดติดกับสิ่งต่าง ๆ ของชีวิตนั้นและเมื่อคนหนึ่งตายไปคนหนึ่งก็ไม่ได้เกิดใหม่ แต่บรรลุความหลุดพ้นจากสภาวะจิตวิญญาณแห่งนิพพาน ดังนั้นนี่คือพระพุทธรูป “ทางสายกลาง” ที่พบระหว่างการยึดติดกับสินของทางวัตถุและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับการบำเพ็ญตบะสุดโต่งโดยชาวเชนในสมัยนั้นธรรมะเขาเรียกคำสอนของเขาว่าธรรมะซึ่งในกรณีนี้หมายถึง “กฎจักรวาล” ซึ่งตรงข้ามกับศาสนาฮินดูซึ่งให้คำจำกัดความเดียวกันกับ “หน้าที่” อย่างไรก็ตามเราสามารถตีความธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าเป็น “หน้าที่” เพราะเขาเชื่อว่าคน ๆ หนึ่งมีหน้าที่ต่อตนเองที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตของตนในที่สุดแต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบต่อความทุกข์ยาก เขาลดความเชื่อในเทพเจ้าผู้สร้างโดยไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ และผู้มีส่วนร่วมในการทนทุกข์ซึ่งอาจไม่สามารถรู้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้า และเชื่อว่าสิ่งหนึ่งสามารถนำไปสู่ความขุ่นมัวผิดหวัง และความเจ็บปวดเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าเพื่อที่จะปฏิบัติตามเส้นทางที่แปด ความต้องการทั้งหมด คือความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อการกระทำของตนเองและผลที่ตามมาภาพโดย Arek Socha จาก Pixabayพระพุทธเจ้าปรินิพพานพระพุทธเจ้ายังคงเทศนาธรรมต่อมาจนอายุ 80 ปี ในที่สุดก็สิ้นพระชนม์ที่เมืองกุสินารา พระพุทธเจ้าประสูตร ,ตรัสรู้ และปรินพาน ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ต่างปีกันเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้กำหนดเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ วันวิสาขบูชา เพื่อให้ชาวพุทธได้ปฏิบัติธรรม และระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าหลังพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว 90 วัน สาวกผู้ได้เคยสดับฟังคำสั่งสอนจำนวน 500 รูป ก็ประชุมทำสังคายนากัน ณ ถ้ำสัตบรรณคูหา ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งหลังรวบรวมคำสอนอยู่ 7 เดือนก็จัดทำประมวลคำสอนสำเร็จเป็นครั้งแรก เรียกว่า ปฐมสังคายนา อันเป็นบ่อเกิดของพระไตรปิฎก ซึ่งคำสอนที่ลงมติไว้ในครั้งนั้นและนับถือสืบมาเรียกว่า เถรวาท แปลว่า คำสอนที่วางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระอย่างไรก็ตาม ด้วยก่อนหน้าที่องตถาคตจะละสังขารได้ประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยตอนหนึ่งที่ตรัสกับพระอานนท์ว่า “หากมีข้อสิกขาใดก็ตามที่เป็นข้อสิกขาย่อย ๆ หากมีการลดละอนุโลมได้ให้ช่วยกันอนุโลมเถิด” ทำให้เกิดปัญหาการตีความของหมู่ภิกษุสงฆ์ ว่า สิกขาบทไหนเรียกว่าเล็กน้อย เป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วย และไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก เกิดการแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เกิดการแตกแยกทางความคิดในหมู่สงฆ์ ไม่ลงรอยกันในส่วนหลักธรรมและข้อวัตรปฏิบัติกาลเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานได้ 100 ปี ภิกษุชาววัชชีปฏิบัติกิจย่อหย่อนทางพระวินัย และขอให้มีการปรับสิกขาบท อาทิ ควรฉันหลังเที่ยงได้ ฉันสุราอ่อนได้ รับเงินรับทองได้ เก็บรักษาอาหารได้ ดังนั้นพระยสกากัณฑบุตรจึงได้เชิญพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่เอร่วมทำการสังคายนาขึ้นแน่นอนว่าภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่า มหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่า มหาสังฆิกะ เวลานั้นพุทธศาสนาจึงแตกเป็น 2 ฝ่าย โดย ฝ่ายแรก นิกายเถรวาท ยืนกรานยึดคำสอนของพระเถระดั้งเดิมทั้งหมดโดยไม่มีการแก้สิกขาบท เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด คือ ฝ่ายที่สอง เป็นฝ่ายที่ขอให้มีการแก้สิกขาบท มีการตั้งเป็นก๊กเป็นค่าย แต่ละค่ายยึดตามมติพระอาจารย์ของตัวเอง ฝ่ายนี้เรียกว่า อาจาริยวาท ซึ่งต่อมาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 18 ค่ายอาจารย์ที่ล้วนมีทัศนะ อุดมคติ การตีความหลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันตามหลักจริยวัตรของตนเดิมทีในอดีตคนอินเดียจะนับถือนิกายเถรวาท โดยพระเจ้าแผ่นดินอินเดียผู้ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นอย่างมาก คือ พระเจ้าอโศกมหาราช โดยทรงเป็นเจ้าภาพในการจัดทำสังคายณาพระไตรปิฏกแบบเถรวาทในปี พ.ศ. 234 จากนั้นทรงส่งพระภิกษุเถรวาทออกไปเผยแพร่คำสอนยังที่ต่าง ๆ 9 เส้นทางส่วนนิกายมหายาน เดิมนั้นยังเรียกว่า อาจาริยวาท จนกระทั่งนิกายเถรวาทในอินเดียเริ่มถูกแทนที่ด้วยศาสนา ฮินดู ซิกส์ และอิสลาม จึงทำให้เถรวาท และ อาจาริยวาทในอินเดีย ต่างก็พยายามกลับมารวมตัวกันใหม่ เพื่อเรียกสาวกกลับคืน จึงมีการรวมตัวกันแล้วตั้งเป็นนิกายมหายานขึ้น เรียกว่ามหายานาบริสุทธิ์นิกายมหายานโด่งดังขึ้นมาราวพุทธศตวรรษที่ 7 โดยพระเจ้ากนิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพระโพธิสัตว์ จึงเป็นมหาสาธารณูปถัมภกในพุทธศาสนานิกายมหายาน และได้ส่งพุทธศาสนานิกายมหายานออกไปตามสถานที่ต่าง ๆสรุปพุทธศาสนายังคงเป็นโรงเรียนสอนปรัชญาเล็ก ๆ ในอินเดียจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งหลังสงครามแคว้นกาลิงคะ (ประมาณ 260 ปีก่อนคริสตศักราช) ได้ละทิ้งความรุนแรง และยอมรับนับถือศาสนาพุทธ พระเจ้าอโศกเผยแผ่ธรรมของพระพุทธเจ้าไปทั่วอินเดียภายใต้ชื่อธรรมมะที่มีความหมายว่า “ความเมตตา การกุศล ความจริง และความบริสุทธิ์” พระองค์ทรงสั่งให้สร้างสถูป 84000 แห่งเพื่อที่จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เขายังส่งมิชชันนารี (สมาชิกองค์การทางศาสนา) ไปยังประเทศอื่น ๆ เช่นศรีลังกา จีน ไทย กรีซ เพื่อเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าพระพุทธศาสนาได้รับความนิยมมากขึ้นในศรีลังกา และจีนมากกว่าที่เคยมีมาในอินเดีย และเผยแพร่ต่อไปจากวัดที่ตั้งขึ้นในประเทศเหล่านี้ พุทธศิลป์ (ศิลปกรรมที่สร้างขึ้นรับใช้พระพุทธศาสนาโดยตรง) เริ่มปรากฏในทั้งสองประเทศระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 2 และ 1 ก่อนคริสตศักราชรวมทั้งภาพของพระพุทธเจ้า ศิลปินก่อนหน้านี้ในสมัยพระเจ้าอโศกได้ละเว้นจากการพรรณนาถึงพระพุทธเจ้าและแนะนำการปรากฏตัวของเขาผ่านสัญลักษณ์เท่านั้น แต่สถานที่ทางพุทธศาสนามีรูปปั้นและภาพของพระองค์มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติครั้งแรกโดยนิกายของมหาสังฆิกะในเวลาต่อมารูปปั้นเหล่านี้กลายเป็นวัตถุแห่งความเคารพ บูชา พระพุทธเจ้า ในปัจจุบันมีชาวพุทธที่ปฏิบัติธรรมมากกว่า 500 ล้านคน ในโลกแต่ละคนปฏิบัติตามความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์ 8 และยังคงเผยแพร่คำสอนหนทางที่นำไปสู่สันติสุข
(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({}); (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({}); Tagsพระพุทธเจ้า

#ประวตพระพทธเจา #คาสอน #ประสต #และขอเทจจรง


  • #ประวตพระพทธเจา #คาสอน #ประสต #และขอเทจจรง
  • สังเคราะห์: Mobitool

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button